แม้ว่าการเลือกซื้อบ้านส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลที่ถูกคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะบูมแน่ๆ ในอนาคต แต่ในความเป็นจริงเราสามารถ “เพิ่มมูลค่า” ให้บ้านแบบไม่ต้องรอเวลาด้วยซ้ำ เพียงแค่เพิ่มเติมส่วนที่ขาด แก้ไขในส่วนที่คิดว่าเป็นปัญหา จากนั้นก็นอนรอผู้ซื้อหรือผู้เช่าแบบสบายๆ ได้เลย ซึ่งมี 5 กลยุทธ์เด็ดดังต่อไปนี้

ทำความสะอาดให้ดูใหม่เหมือนซื้อมือแรก
ไม่ว่าเราจะเคยอาศัยบ้านหลังนั้นมาก่อนหรือไม่ แต่เมื่อตัดสินใจจะขายหรือปล่อยเช่าแล้ว ก็ควรทำความสะอาดบ้านให้ใหม่เอี่ยมอ่อง จนผู้ซื้อ/ผู้เช่าไม่รู้สึกว่าซื้อของมือสอง โดยต้องปัดกวาดเช็ดถูทั้งในส่วนของตัวบ้านและบริเวณรอบบ้าน ทั้งฝุ่น หยากไย่ คราบดำในร่องยาแนว รอยขีดข่วนที่ผนัง รวมไปถึงขี้ดินขี้ตะไคร่รอบบ้านด้วย ยิ่งใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มากเท่าไร บ้านที่มีอยู่ก็จะยิ่งดูมีค่ามีราคาขึ้นมา

ตกแต่งให้แตกต่าง
หากบ้านที่คุณมีเป็นบ้านของโครงการ คุณก็คงทราบดีว่าบ้านแต่ละหลังจะมีโครงสร้างและหน้าตาคล้ายๆ กัน และเพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้ซื้อ/ผู้เช่าอยากเป็นเจ้าของมากขึ้น การตกแต่งให้แตกต่างคือคำตอบ

ยกตัวอย่างเช่น การติดวอลเปเปอร์หรือทาสีเพื่อแบ่งโซนในบ้านให้แต่ละมุมมีความแตกต่างกัน การใช้กระจกตกแต่งให้บ้านดูกว้างและสว่างมากขึ้นหรือใช้กระจกเงาพรางโครงสร้างบ้าน การเปลี่ยนราวผ้าม่านให้หรูหราขึ้น หรือแม้แต่การเปลี่ยนจุดเล็กๆ น้อยๆ อย่างหัวก๊อกน้ำ, ลูกบิดประตู, โคมไฟ หรือการเปลี่ยนสุขภัณฑ์ยกเซ็ต ทั้งหมดนี้ สามารถช่วยอัปเกรดให้บ้านมีหน้าตาพรีเมียมมากขึ้นและจะเป็นบ้านที่มีหน้าตาไม่ซ้ำใครในหมู่บ้านแน่นอน

ซ่อมแซมทุกส่วนให้ไร้ที่ติ
ทั้งนี้ ตัวผู้ลงทุนเองจะปล่อยขาย/ปล่อยเช่าตามสภาพที่เป็นก็ได้ แต่เพราะนี่คือการลงทุน หากเราเป็นผู้ซื้อ เราย่อมอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดและสมราคาให้ตัวเอง ดังนั้น เราเองในฐานะผู้ขาย/ผู้ให้เช่า ก็ต้องทำสินค้าที่เรามีให้มีมูลค่าและน่าซื้อที่สุด ในที่นี้ ก็คือการเก็บรายละเอียด ดูแลความเรียบร้อยนั่นเอง

อย่างเช่นถ้าบ้านสีซีดหรือสีหลุดร่อนบางจุด ก็อาจจะทาสีบ้านใหม่ไปเลยก็ได้ ซึ่งการทาสีบ้านใหม่นี่แหละ สามารถเพิ่มมูลค่าบ้านได้แน่นอน หรืออย่างรอยแตกร้าว รอยทรุด หรือจุดรั่วซึมต่างๆ หากสามารถซ่อมแซมได้ก็ควรจัดการ เพื่อไม่ให้เป็นจุดบอดของบ้านนั่นเอง

ต่อเติม เพิ่มประโยชน์ใช้สอย
ในส่วนนี้ผู้ลงทุน อาจจะไม่ต้องถึงขั้นรีโนเวทบ้านครั้งใหญ่ เพียงแต่ลองมองพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ไม่เป็นการต่อเติมที่ทำให้บ้านแลดูแคบกว่าเดิม เช่น ต่อเติมลานซักล้างหลักบ้าน เพิ่มหลังคาส่วนเอาท์ดอร์ ต่อเติมส่วนพื้นรอบบ้าน เป็นต้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับไอเดียของเจ้าของบ้านว่าเป็นช่องทางต่อเติมบ้านแบบไหนที่คิดว่าส่งผลดีแก่การขายก็ลงมือทำได้เลย

ปรับภูมิทัศน์โดยรอบ
แม้ภายในบ้านจะมีสภาพเหมือนใหม่ แต่ปล่อยให้บริเวณโดยรอบรกร้าง หญ้าขึ้นสูง ใบไม้แห้งร่วงเกลื่อน มองอย่างไรก็ไม่น่าดู ดังนั้น เราต้องทำให้ภายนอกบ้านดูน่าประทับใจไม่แพ้ในบ้าน โดยการตัดกิ่งไม้ ตัดหญ้า หมั่นรดน้ำต้นไม้ให้เขียวชอุ่ม หรือถ้าอยากปรับโฉมใหม่ให้แตกต่าง ก็อาจจะจ้างคนออกแบบและจัดสวน ซึ่งจะช่วยให้บ้านร่มรื่นน่าอยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้จะดียิ่งขึ้น ถ้าการตัดสินใจเลือกซื้อโครงการเพื่อการลงทุนของเราผ่านการคิดรอบด้านแล้วว่าอยู่ในโครงการที่น่าเชื่อถือ ทำเลเหมาะ แบบบ้านมีความทันสมัย ไม่จำเจ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบัน อย่างเช่นโครงการ The Plant รังสิต-คลอง 3บ้านเดี่ยวในสไตล์ Modern Industrial พร้อมพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยที่ลงตัว ซึ่งเมื่อนำกลยุทธ์เด็ดที่เราแนะนำมาใช้ประกอบก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

เพราะนอกเหนือจากแบบบ้านที่โมเดิร์นแล้ว พื้นที่ประโยชน์ใช้สอยก็เพียงพอสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ถ้าอยากต่อเติมตกแต่งให้บ้านน่าอยู่หรือเพิ่มมูลค่าของบ้าน ก็สามารถทำได้ไร้ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งคลับเฮาส์, ฟิตเนส, สระว่ายน้ำ, สวนสาธารณะ หรือแม้แต่ระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อหรือเช่าบ้านด้วย

ในเมื่อทุกวันนี้เรามีตัวเลือกเยอะแยะเต็มไปหมด แต่เราในฐานะผู้ลงทุนก็ควรเลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถต่อยอดและเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต เพื่อประโยชน์ต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง

ลงทุนอสังหาฯอย่างไร ให้ตรงกับสไตล์ตัวเอง

หากพูดถึงการลงทุนแล้ว คงนึกได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนในพันธบัตร, การลงทุนในหุ้น หรือการลงทุนในทองคำ แต่ทุกวันนี้ “การลงทุนอสังหาริมทรัพย์” เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จากเดิมทุกคนมักจะเข้าใจว่าเป็นการลงทุนสำหรับคนรวยเท่านั้น ทั้งที่จริงๆแล้วทุกคนสามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์สำหรับการลงทุนได้  ขึ้นอยู่กับว่า “คุณพร้อมไหม?” ที่จะลงมือหาความรู้และประสบการณ์ กระโดดเข้าสู่สนามการลงทุนแห่งนี้  และแน่นอนว่าเป้าหมายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนหวังผลระยะสั้น บางคนหวังผลระยะยาว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีกี่รูปแบบ แล้วตัวคุณเองเหมาะกับรูปแบบใดมากที่สุด

จะพาทุกท่านเริ่มนับ 1 ไปพร้อมๆกัน สำหรับคนที่อยากลงทุนในอสังหาฯ แต่ไม่รู้ว่าจะวางแผนอย่างไรดี หลักการง่ายๆจากการเริ่มต้นถึงประเภทของอสังหาฯแต่ละชนิด ว่ามีรูปแบบใดบ้าง

บ้านเดี่ยว 
โดยปกติแล้วอสังหาฯประเภทนี้เหมาะแก่การอยู่อาศัยเป็นหลัก ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 50 ตร.วา ทำให้ดูแลรักษายาก และส่วนใหญ่บ้านเดี่ยวมักจะอยู่ชานเมือง (ซึ่งปัจจุบันก็มีราคาสูงมาก)ทำเลไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ หากคิดจะลงทุนบ้านเดี่ยวแล้ว Bankumka ต้องขอบอกว่า ใช้เงินทุนสูงอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว ทั้งเงินซื้อบ้าน, ค่าซ่อมแซมที่สูงกว่าอสังหาฯ และผลตอบแทนในรูปของค่าเช่าก็ไม่ค่อยสูงนัก เนื่องจากหาผู้เช่ายาก เพราะน้อยคนนักที่ต้องการหาเช่าบ้านเดี่ยว

** หากบ้านเดี่ยวอยู่ในทำเลที่ดี หรือเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงในอนาคต บ้านเดี่ยวจะเป็นอสังหาฯที่อัตราการเติบโตของราคาสูงมาก เนื่องจากมีราคาที่ดินเป็นส่วนสำคัญ แต่ทั้งนี้ก็จะต้องอยู่ในระยะ 5-10 ปีขึ้นไป เหมาะกับคนที่ไม่รีบร้อน ลงทุนในระยะยาวไปเรื่อยๆ
ทาวน์เฮ้าส์
ส่วนใหญ่มักจะเป็นบ้านที่มีขนาด 18-25 ตร.วา นับเป็นอสังหาฯที่เหมาะแก่การปล่อยเช่า ด้วยราคาที่ไม่สูงมาก และขนาดพื้นที่ไม่ได้ใหญ่จนเกินไป ทำให้ดูแลรักษาไม่ยากนัก ปัจจุบันทาวน์เฮ้าส์แถบชานเมืองสามารถหาซื้อได้ในราคา 1-2 ล้านบาท และหากอยู่ในทำเลดีๆ ราคาก็เพิ่มขึ้นสูงไม่แพ้บ้านเดี่ยวเลยทีเดียว

** ทาวน์เฮ้าส์เป็นอสังหาฯที่เหมาะแก่การปล่อยเช่า โดยเฉพาะในแถบชานเมืองที่ยังมีราคาไม่สูงมากนัก เหมาะทั้งแก่การปล่อยเช่าในระยะสั้นและเก็งกำไรระยะยาว

อาคารพาณิชย์
ด้วยลักษณะของอสังหาฯประเภทนี้เหมาะแก่การทำมาค้าขาย มากกว่าไว้สำหรับอยู่อาศัย หากคิดจะซื้อไว้ปล่อยเช่าแล้ว ได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร แต่ทั้งนี้ในปัจจุบัน อาคารพาณิชย์ทำเลดีๆเริ่มหายากมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่มักจะถูกเวนคืนหรือถูกกว้านซื้อกลายเป็นคอนโดมิเนียมไปเสียหมด ราคาอาคารพาณิชย์ที่เหลืออยู่ก็ถีบตัวขึ้นสูงจนน่าตกใจ โดยเฉพาะห้องที่ติดรถไฟฟ้าหรืออยู่ในย่านชุมชน บางห้องแพงกว่าคอนโดมิเนียม Luxury เสียอีก

** อาคารพาณิชย์ที่อยู่ติดถนนใหญ่ สามารถสร้างรายได้ได้อีกทางคือ การติดป้ายโฆษณาไว้บนตึก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางช่วยสร้างรายได้ให้มากขึ้นนอกจากค่าเช่า

คอนโดมิเนียม
อสังหาฯฮอตฮิตที่ไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ ด้วยทำเลที่มักจะอยู่ติดถนน ใกล้รถไฟฟ้า และขนาดที่ไม่ใหญ่ ดูแลรักษาง่าย ทำให้คอนโดมิเนียมเป็นอสังหาฯที่เหมาะแก่การปล่อยเช่ามากที่สุด หาผู้เช่าได้ไม่ยาก นอกจากนี้คอนโดมิเนียมมือสองในทำเลดีๆบางแห่งมีราคาเพียง 1-2 ล้านบาท ซึ่งได้ผลตอบแทน 7-8% ต่อปี

**แม้คอนโดมิเนียมจะเป็นอสังหาฯที่น่าลงทุนสำหรับปล่อยเช่ามากที่สุด แต่อย่าลืมว่าคอนโดมิเนียมอาคารหนึ่งๆ มีห้องปล่อยเช่าไม่รู้กี่สิบห้อง ทำให้เกิดการแข่งขันสูง

การลงทุนระยะสั้น คือการลงทุนเพื่อหวังกำไรเล็กๆน้อยๆ เช่น ส่วนต่างจากการจองคอนโดฯแล้วนำใบจองมาขายต่อ ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วง 3-5 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินทุนไม่มากนัก ไม่ต้องการความเสี่ยงสูง

การลงทุนระยะยาว คือการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนที่เป็นกอบเป็นกำ ส่วนใหญ่มักจะลงทุนในระยะ 5-10 ปีขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้มั่นใจและเข้าใจในอสังหาฯที่จะลงทุน ไม่หวั่นไหวไปกับสถานการณ์รอบข้าง พร้อมที่จะอดทนรอมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของอสังหาฯในอนาคตแล้วก็ขายออกไปเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของราคา